yongyuthyang.blogspot.com

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สมาคมม้งชี้แจง

ต่อกระทู้ล่างนี้...

ทีแรก คิดว่าจะให้เป็นการสะท้อนความคิดเห็นเพื่อรับไปพิจารณา แต่มานั่งคิดอีกทีแล้วเห็นว่าถ้าปล่อยให้ผ่านไปเหมือนเมื่อก่อนก็อาจส่งผล เสียมากกว่าผลดี...

ขอชี้แจงบ้างในโอกาสอำนวย.. ขอตีเหล็กตอนที่กำลังร้อนบ้าง...
อย่าถือว่าเป็นการแย้ง.. แก้ตัว... หรือไม่ยอมรับเหตุผลของฝ่ายต่างๆ เลยนะครับ
แต่ มีความจำเป็นต้องชี้แจง และอธิบาย เพราะว่าคุณทัศพลไ้ด้ใช้เวทีนี้เขียนถึงสมาคมม้งเสมือนหนึ่งว่าต้องการฟ้อง สมาคมม้งต่อสาธารณชนว่าสมาคมม้งมีการดำเนินงานที่ไม่โปร่งใสในอดีตที่ผ่านมา อีกทั้งยังเป็นองค์กรที่หัวแข็งไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ไม่ยอมรับความคิดของคนรุ่นใหม่

ผมไม่ทราบว่าคุณทัศพล มีปัญหาอะไรกับสมาคมม้งหรือเปล่า ไม่สบายใจในเรื่องอะไรหรือเปล่า ถึงได้มีความคิดแบบนี้ ทั้งๆ ที่คุณทัศพลเองก็อยู่ในกลุ่มงานเอ็นจีโอเหมือนกัน แต่ทำใมจนบัดนี้วิธีคิดจึงยังเป็นแบบนี้

อันดับแรก ต้องขอบอกว่า การพบปะครั้งที่เพิ่งผ่านมานี้เป็นการพบปะที่เสนอโดยคุณเต็ง อย่างที่ผมได้ประชาสัมพันธ์ไปแล้ว สมาคมม้งยินดีเป็นเจ้าภาพ หรือเวทีให้ทุกคนได้นำเสนอความคิดเห็น ผมเอง(สมาคมม้ง) ก็ยังไม่ได้เสนอวาระอะไรที่เกี่ยวกับสมาคมม้งเป็นการเฉพาะสำหรับการพบปะ ครั้งนี้ ท่านจึงอาจผิดหวังกับผลการพบปะ เนื้อหาสาระการพูดคุยจึงเป็นไปตามที่ผู้เข้าร่วมต้องช่วยกันกำหนดเอง ในเมื่อท่านไม่ได้เสนอหรือบอกกล่าวในโอกาสที่ท่านอยู่ด้วย คนอื่นก็ไม่รู้ว่าท่านคิดอย่างไร ท่านคาดหวังอย่างไร เมื่อโอกาสครั้งนั้นผ่านไป ท่านกลับมาระบายความรู้สึกให้กับผู้อื่นที่ไม่ได้อยู่ด้วยในที่ประชุม แบบนี้คงไม่ถูกต้อง และผมคิดว่าท่านควรต้องขอโทษกับทุกคนด้วย

แน่นอน ว่าผู้เข้าร่วมแต่ละคนย่อมต้องมีความคาดหวังที่แตกต่างและหลากหลายกันออกไป แต่หากได้นำเสนอในโอกาสนั้นก็สามารถปรับความคาดหวังกันได้

ความ จริงแล้ว การพูดคุยก็มีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจอยู่เหมือนกัน แต่ท่านกลับไม่นำมาแบ่งปัน กลับบอกว่าในแง่ลบเสียจนทำให้ผู้ที่ไม่อยู่ด้วยในที่ประชุมต้องสับสนกัน

ความ รู้ แง่คิด ที่ได้จากการพบปะพูดคุย แม้เพียงน้อยนิด แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีสอนในมหาวิมยาลัย นานๆ ทีจะได้รับเป็นบทเรียน อาจไม่มีประโยชน์ต่อท่านแต่อาจมีประโยชน์ต่อคนอื่น

คนที่มาเข้าร่วม ก็ไม่มีการคาดหมายกันหล่วงหน้า แต่เป็นการนัดแนะให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วม เมื่อไม่มีผู้ใดเข้าร่วมเราก็อาจนัดหมายกันใหม่ คนที่ไม่มาก็อาจจะติดขัดดวยเหตุผลของเขา แต่เมื่อท่านมาแล้ว ท่านก็ต้องทำหน้าที่ตรงนั้นให้ดีที่สุด เมื่อไม่ทำ แต่กลับไปแล้วก็เกิดอยากทำขึ้นมา อย่างนี้แล้วเมื่อไหร่จะได้ข้อยุติ เพราะว่า คุณเต็ง ก็ไม่มีโอกาสชี้แจง สมาคมม้งเอง ก็ไม่มีโอกาสชี้แจง ท่านให้เข้าใจ และที่สำคัญท่านไม่มีโอกาสพูดในสิ่งที่ท่านอยากพูด หรือเป็นเพราะว่าคนมาน้อยท่านเลยไม่อยากพูด อย่างนี้หรือที่ท่านเรียกว่าถูกครอบงำความคิด ต้องคิดดูใหม่

อยาก ถามสักนิดว่า กับเวทีที่มีคนเพียงแค่ 4 คน ท่านยังไม่กล้าเสนอความคิด แล้วท่านจะกล้านำเสนอความคิดของท่านในเวทีที่ใหญ่กว่านี้ได้อย่างไร คนแค่ 2-3 คน มีความคิดเห็นที่ไม่เหมือนท่าน ท่านก็หาว่าถูกครอบงำ ไม่ได้แสดงความคิดเห็น แล้วถ้าในที่ประชุมใหญ่ คนเป็นร้อย เป็นพัน มีความคิดเห็นที่แตกต่างจากท่าน ท่านจะอยู่บนท่มกลางความคิดเห็นที่แตกต่างเหล่านี้อย่างไร

การที่ท่านมากล่าวหาเกี่ยวกับงานของสมาคมม้งในอดีตในที่นี้ เป็นการไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ทำให้สมาคมม้งเสียหาย แสดงว่าท่านไม่เคยแสวงหาคำตอบว่าที่พวกพี่ๆ เขาทำอย่างนั้นเพราะอะไร มีใครที่ร่ำรวยจากกิจกรรมเหล่านั้นบ้าง เมื่อโครงการจบ ทุกคนก็แยกย้ายกันไป ผมไม่เห็นว่ามีใครได้รถ ได้บ้าน เมื่อหมดโครงการสักคน มีแต่ต้องกลับไปเริ่มต้นกันใหม่ทั้งนั้น มีแต่พวกคุณนั่นแหละได้รับความรู้และอยู่รอดจนจบการศึกษา (เสียใจที่ว่าแทนที่จะขอบคุณพวกเขาเหล่านั้น แต่กลับมีความระแวงว่าพวกเขาแอบตักตวงผลประโยชน์จากพวกคุณ) ให้กลับไปทบทวนว่าตัวเองได้รับคุณประโยชน์อะไรบ้างจากสมาคมม้ง ถ้ายังคับข้องใจอยู่ อยากบอกว่าพวกพี่ๆ ที่เคยร่วมทุกข์ร่่วมสุขจัดกิจกรรมต่างๆ นาๆ อดหลับอดนอนกับพวกคุณนั้น ทุกคนก็ยังอยู่ ที่ที่อยู่ มีตัวตน ไม่ได้หนีหายไปไหน ทุกคนยังหาเช้ากินค่ำเหมือนเดิม สมาคมม้งเองก็ไม่ได้เงินทองอะไรจากการจัดกิจกรรมให้พวกคุณ สมาคมม้งก็ยังไม่มีเงิน ไม่มีทุนสำหรับทำงานกับคนยากจนอยู่เหมือนเดิม ยังมีคนที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่อีกมากมาย แล้วพวกคุณละไปอยู่ไหนหมด...

การ ที่สังคมไม่เข้าในสมาคมม้ง ก็อาจเป็นเพราะพวกเขาคิดแบบคุณนี้แหละ....การชี้แจงไม่เกิดประโยชน์ หากว่าทุกคนยังคิดแบบนี้ สังคมแบบคุณ น่าจะเข้าใจสังคมของคุณให้ถ่องแท้ ไม่มีใครช่วยสังคมได้นอกจากสังคมจะช่วยตนเอง (สมาคมม้งไม่สามารถช่วยสังคมได้โดยลำพังอยู่แล้ว) สมาคมม้ง ก่อตั้งขึ้นมา ตามวัตถุประสงค์หนึ่ง เมื่อบรรลุซึ่งวัตถุประสงค์แล้ว ก็ต้องมีกันเลิกราจากกันไป สมาคมม้ง ทำโครงการขึ้นมาโครงหนึ่ง เมื่อสำเร็จลุล่วงตามโครงการแล้ว ก็ต้องเลิกรากันไป แต่สังคมฯ ยังคงอยู่ ต้องช่วยเหลือกันเองต่อไป คุณเป็นหน่วยหนึ่งในสังคมไหน ก็มีภาระหน้าที่กับสังคมนั้นต่อไป ความจริงแล้วสมาคมม้งจะทำงานต่อไปได้หรือไม่ คุณก็ไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร ที่เขียนอย่างนี้ไม่ได้กีดกัน หรือห้ามคุณยุ่งเกี่ยวกับสมาคมม้ง แต่อยากบอกว่าถ้าคุณต้องการช่วยเหลือสังคมคุณก็สามารถทำได้ไม่จำต้องผ่านสมา คมม้ง เพราะถ้าผ่านสมาคมม้งแล้วดูเหมือนเป็นเรื่องยากสำหรับคุณ คุณสามารถทำในสิ่งที่ง่ายที่สุด ไม่จำต้องมีระบบของคนอื่น (เอาตามระบบของคุณ) ขอเพียงสังคมได้ประโยชน์จากการกระทำของคุณ แค่นี้สมาคมม้งก็ยินดีแล้ว และถ้าหากทุกคนสมารถทำอย่างนี้ได้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมีสมาคมม้ง หรือหน่วยงาน องค์การใดอีกต่อไป

สมา คมม้ง เป็นองค์กร มีโครงสร้าง ระบบ กฎระเบียบ และมีกฎหมายควบคุม ถ้าหากคุณไม่ยอมศึกษา ก็จะไม่รู้เองอย่างแน่นอนว่าสมาคมม้งเป็นอย่างไร จะเปลี่ยนแปลงต้องใช้องค์ประกอบอะไรบ้าง และมีวิธีการ ขั้นตอนอย่างไร อย่าว่าแต่คุณเลยที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงแล้วทำไม่ได้ แม้แต่ผมเองก็ไม่สามารถทำได้โดยลำพัง จะว่าไปนี่อาจเป็นปัญหาอย่างที่คุณว่า แต่ในอีกแง่หนึ่งนี่ก็เป็นหลักประกันความเป็นองค์กรของสมาคมม้งว่ามีความแน่ นอนในระดับหนึ่ง จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรง่ายๆ โดยปราศจากเหตุผลที่เพียงพอ หน่วยงานหรือองค์กรภายนอกก็เกิดความมั่นใจในการร่วมงานกันด้วย ไม่ใช่ร่วมกันไม่เท่าไหร่ ก็เปลียน หรือเลิกรากันไปง่ายๆ

แต่หาก สมาคมม้งเปลี่ยนได้ตามที่คุณเสนอ คุณเองก็อยากให้สมาคมม้งอยู่ในสถาพแบบที่คุณเสนอให้นานที่สุดใช่หรือไม่ คนอื่นจะมาเปลี่ยนแปลงอย่างง่ายๆ คุณก็คงไม่ยอม ฉันใดก็ฉันนั้น  หากต้องการวิพากษ์สมาคมม้ง ต้องศึกษาให้ถ่องแท้ถึงความเป็นมาและโครงสร้างของสมาคม มิเช่นนั้นก็ป่วยการ เพราะผู้วิพากษ์ ไม่มีความรู้ในเรื่องที่ตนวิพากษ์เลยแม้แต่น้อย ถ้าต้องการเรียนรู้จากสมาคมม้ง ก็ยินดี แต่ไม่ใช่ว่าตัวเองมีธงอยู่ในใจว่าสมาคมม้งเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เพราะคนที่เป็นคนอย่างนี้ก็เปรียบเสมือนแก้วน้ำที่มีนำเต็มถ้วยอยู่แล้ว รินเข้าไปเท่าไหร่ก็มีแต่จะล้นออกมาเท่านั้น ไม่สามารถรองรับน้ำได้อีกต่อไปแล้ว.

ก่อนนี้ผมก็ให้เกียรติและเคารพ ในความคิดของคุณ และทุกคนที่วิพากษ์วิจารณ์สมาคมม้ง แต่จากนี้ไปผมจะไม่เกรงใจอีกต่อไป สิ่งไหนที่ไม่ถูกต้อง ผมก็จะชี้แจง พร้อมทั้งตอบโต้ตามสมควร สิ่งไหนที่เป็นข้อบกพร่องของสมาคมม้ง ผมก็น้อมรับและขอบคุณ ก็ว่ากันไป

ผมพร้อมเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ....ผมเองก็ค่ิอนข้างนิยมชมชอบความคิดของคนรุ่นใหม่.... และก็เฝ้ารออยู่ว่าเมื่อไหร่คนรุ่นใหม่ของเราจะมาถึงซะที...

ถ้าคน รุ่นใหม่ไม่รู้วิธีการเปิดตัวเอง... ผมก็ขอเสนอแนะว่า ลองใช้วิธีเดียวกับคุณเต็ง ซิครับ.... เสนอมาเลยว่ามีประเด็นสำคัญอยากให้คนอื่นมารับฟังดัวยกัน เตรียมตัวมา เตรียมข้อมูลมา นัดแนะเวลากันมา จะใช้ที่สมาคมม้ง ก็ได้ ใช้ที่ไหนก็ได้ ขะขอให้ใครซึ่งตัวเองยอมรับเป็นเจ้าภาพเชื้อเชิญ หรือประชาสัมพันธ์ ก็ได้ ... วิธีนี้ก็อาจใช้ได้...หรือจะมีวิธีคิดแบบของคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจกว่าก็ได้ ....ทำให้สมาคมม้งยอมรับให้ได้ซิครับ.... ทำให้สังคมยอมรับให้ได้ซิครับ... ขณะที่คุณมีสมาคมม้งอยู่ที่นี่ แต่คุณไม่ใช้สมาคมม้ง คุณจะใช้หน่วยงาน องค์กร หรือกลไกไหนก็ใช้ไปเถอะ ไม่มีใครห้ามคุณหรอกครับ... แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็อย่ามาโทษสมาคมม้ง ก็แล้วกัน

ลองคิดดูใหม่

ยงยุทธ สืบทายาท
ผู้อำนวยการสมาคมม้ง

สมาคมม้งในมิติกลาง

ถึงคุณทัศพล

คิดว่าหลายคน หลายฝ่าย คงจะดีใจกับการออกมาแสดงความรับผิดชอบของคุณในครั้งนี้ ก็ให้มันผ่านพ้นไปกับกิสนาก็แล้วกัน บทเรียนของพวกเราที่ผ่านมา มีสิ่งดีๆ ที่น่าจดจำมากกว่าสิ่งไม่ดี สังคมม้งยังต้องพึ่งพาพวกเราอีกมาก ลำพังคนไม่กี่คนก็ไม่สามารถขับเคลื่อนกงล้ออันหนักสาหัสนี้ได้โดยลำพัง จำเป็นต้องอาศัยความรู้รัก สามัคคี ของสมาชิกในสังคมร่วมกันจึงจะฟันฝ่าไปได้

เมื่อจบลงด้วยดี ก็ไม่มีใครเสียหาย อย่างที่ผมว่าไว้คุณมีแต่ได้ เมื่อคุณยอมรับผิดก็ไม่มีผู้ใดซ้ำเติมคุณ สมาคมม้งเองก็ไม่ต้องถูกคนอื่นสงสัยอีกค่อไป

ในฐานะที่คุณเป็น หน่วยหนึ่งของสมาคมม้ง ผมคิดว่าความตระหนักของคุณที่มีต่อสมาคมม้ง คงจะช่วยกอบกู้ภาพพจน์ของสมาคมม้งได้ และสามารถเป็นปากเป็นเสียงให้กับสมาคมม้งได้ในยามที่สมาคมม้งถูกกระทำ กลุ่มแรกที่จะออกมาปกป้องสมาคมม้งก็คือผู้ที่เคยได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสมา คมม้ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ได้รับคุณประโยชน์ผ่านสมาคมม้ง และชาวม้งที่เฝ้าดูอยู่ห่างๆ

สมาคมม้ง ถึงแม้นว่า จะไม่เป็นที่นิยมชมชอบของสังคนโดยส่วนใหญ่ก็จริงอยู่ แต่เราก็มีสังคมที่ร่วมหัวจมท้ายกับเราอยู่จำนวนหนึ่งที่พร้อมจะเคียงบ่า เคียงไหล่ไปด้วยกัน คุณลองหลับตานึกภาพดูว่าตามหมู่บ้านม้งในประเทศไทยนี้ไปที่ไหนที่จะไม่มีสมา คมม้งอยู่บ้าง บรรดาองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานในกลุ่มชนชาติพันธุ์ไหนที่ไมีเคยรวมงานกับสมา คมม้งบ้าง บรรดาหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในเรื่องของชาวไทยภูเขาใดที่ไม่เคยไม่ได้ รับความร่วมจากสมาคมม้งบ้าง หน่วยงานองค์กรด้านสิทธิทั้งในประเทศและระหว่างประเทศไหนบ้างที่สมาคมม้งได้ เข้าไปมีบทบาทและร่วมงานกับพวกเขาบ้าง บางทีพวกเขาอาจไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงสมาคมม้งบ่อยๆ หรอก แต่ในยามที่มีปัญหาและมีความจำเป็น ถนนทุกสายล้วนมุ่งสู่สมาคมม้งทั้งนั้น ไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้อำนวยการ หรือกรรมการบริหารสมาคมม้งก็ตาม นี่คือสมาคมม้ง ไม่ใช่คุณยงยุทธ ไม่ใช่พ่อหลวงประจักษ์  ผู้ใดก็ตามที่เข้ามาอยู่วงในสมาคมม้งแล้ว ผู้นั้นย่อมต้องเสียสละมากกว่าผู้ซึ่งอยู่วงนอกมากมายหลายเท่านัก

สิ่ง หนึ่งที่หลายต่อหลายท่านคาดหวังในสมาคมม้งในทางที่ผิดๆ ก็คือ คาดหวังว่าสมาคมม้งจะสามารถกำหนดอนาคตของสังคมม้งได้ สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมม้งได้ สามารถนำเอาทรัพยากรต่างๆ มาให้สังคมม้งและสามารถช่วยเหลือสังคมม้งได้ทุกรูปแบบ นั่นเป็นการคาดหวังที่ผิดอย่างสิ้นเชิง การใดก็ตามที่ทำให้สังคมม้งเข้มแข็งและสามาระพึ่งพาตนเองได้ตลอดจนสามารถ หยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่ผู้อื่นได้ สิ่งนั้นคือบทบาทของสมาคมม้ง มิใช่ไปทำแทนสังคมม้ง หรือมิใช่เป็นสังคมม้งเสียเอง สิ่งใดที่สังคมม้งทำได้เองอยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลใดเลยที่สมาคมม้งต้องไปทำซ้ำ หรือเป็นคู่แข่ง เช่นเดียวกับการใดที่มีองค์กรหรือหน่วยงานอื่นทำอยู่แล้ว สมาคมม้งก็ไม่มีเหตุและความจำเป็นต้องเข้าไปทำแทนอีก เรามีหน้าที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน จุดนี้บางองค์กรก็ไม่เข้าใจกลับมาหาว่าสมาคมม้งไม่ให้ความช่วยเหลือ ไม่สนใจกลุ่มเป้าหมายที่เป็นประชากรม้งด้วยกันเอง อันที่จริงแล้วหากไม่มีหน่วยงานไหน หรือองค์กรใดเข้่้าไปให้ความช่วยเหลือ สมาคมม้งก็ต้องเสนอให้องค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปให้ความช่วย เหลือ ดูแลอยู่ดีนั่นแหละ นี่แหละที่มีบางคนเรียกว่าเป็นการพัฒนาอย่างบูรณาการ ไม่ใช่ว่าอะไร อะไรก็ต้องสมาคมม้ง

คุณทัศพล เคยเป็นผู้รับมาก่อน เมื่อผ่านพ้นการเป็นผู้รับไปแล้ว ก็ย่างก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ให้ สิ่งที่เราจะให้แก่ผู้รับต่อไป ก็ต้องให้ด้วยความสุข ผู้รับถึงจะรับอย่างมีความสุขด้วย ผู้รับก็จะเชิดชูผู้ให้ไว้ในดวงใจตลอดไป และการที่ท่านจะให้สิ่งดีๆ แก่ใคร ท่านก็สามารถเลือกให้ด้วยตนเอง หรือผ่านผู้อื่นก็ได้ ผู้อื่นในที่นี้ไม่จำเป็นต้องคือสมาคมม้ง ท่านตัดสินใจเองได้ในสิ่งที่ท่านคิดว่าเหมาะสม

นับได้ว่าคุณยังมีน้ำ จิตน้ำใจกับสังคมม้ง (รวมถึงสมาคมม้งด้วย) มากพอควร คำปาวารณาตอนท้ายของคุณผมก็ขอขอบคุณแทนสังคมม้ง และสมาคมม้ง เป็นการสะท้อนถึงความดีงามในจิตใจของคุณผ่านตัวหนังสือเหล่านั้น และผมก็หวังว่าคุณจะเป็นกำลังสำคัญของสังคมม้งต่อไปในอนาคตดั่งคำปาวารณาของ คุณที่ได้เขียนเป็นตัวอักษรให้ทุกคนได้เห็นในครั้งนี้

ยงยุทธ สืบทายาท
ผู้อำนวยการ สมาคมม้ง

คาดหวังกับสมาคมม้ง

เรียน  คุณจิรินดา



ก่อน อื่นต้องขอขอบคุณสำหรับการบ่น ของคณในครั้งนี้ ซึ่งท้าทายต่อผู้นำองค์กรอย่างสมาคมม้งมากเป็นอย่างยิ่ง ความจริงในวันนี้กรรมการสมาคมม้งมีการประชุมกันและได้หยิบยกประเด็นการประชา สัมพันธุ์องค์กรเหมือนกันโดยที่ประชุมเห็นว่าควรจัดทำเอกสารคู่มือแนะนำและ ประชาสัมพันธ์องค์กรเพื่อให้ทุกคนได้รู้จักสมาคมม้งอย่างที่สมาคมม้งเป็น อยู่ เพื่อปรับความคาดหวังและความเข้าใจที่พึงมีต่อสมาคมม้ง ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายมากกว่า

ดังนั้น ผมอยากเรียนทุกท่านในที่นี้ว่า สมาคมม้ง จะจัดทำเอกสารคู่มือแนะนำสมาคมม้งออกเผยแพร่เพื่อให้ทุกท่านได้รู้จักสมาคม ม้งเพิ่มเติมมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อจะได้ปรับความคาดหวังและไม่เป็นอุปสรรคต่อการแสดงความคาดหวัง ซึ่งกันและกันต่อไป

แต่ก่อนที่เอกสารดังกล่าวจะออกมา ผมก็ขอตอบสนองต่อความคิดเห็น หรือเสียงบ่นของคุณจิรินดาเป็นการส่วนตัว

ต่อความคิดเห็นที่อ้างโยงมาจากของพี่จรัส... ที่เปรียบระหว่างสมาคมม้งกับรัฐบาล ... และการคาดหวังต่างๆจากสมาคมม้ง...สำหรับผมแล้วคิดว่าที่พี่จรัสว่ามานั้น เป็นการสะท้อนที่มองสมาคมม้ง และองค์กรต่างๆในรูปแบบเดียวกันนี้อย่างทะลุปรุโปร่งเลยทีเดียว เป็นการมองแบบฟันธงได้อย่างแม่นยำมาก ตรงนี้อาจทำให้คุณจิรินดาผิดหวังในตัวสมาคมม้ง โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าจำเป็นที่ต้องย้ำว่าเป็นเช่นนี้จริง แต่ไม่รู้จะหาคำอธิบายไหนให้ทุกคนเข้าใจสมาคมม้งอย่างที่สมาคมม้งเป็นอยู่ ซึ่งไม่เกี่ยวกับว่าเข้าใจสมาคมม้งถูกหรือผิด และไม่ให้ความเข้าใจที่มีต่อสมาคมม้งมาเป็นตัวบั่นเทาความคิดและความหวังที่ ตนเองมีอยู่ เรื่องนี้ละเอียดอ่อนมาก อาจต้องใช้หลายความคิด หลายเวลา หลายวิธีการ เพื่อสร้างสรรค์ความคาดหวังร่วมแต่ไม่กระทบกับความคาดหวังที่แตกต่างกัน นั่นก็คือว่าหากท่านคาดหวังสมาคมม้งที่ 10 ส่วน แต่สมาคมม้งมีแค่ 4 ส่วน ที่เหลือ 6 ส่วน ท่านไม่ต้องทิ้งไป แต่ท่านยังเก็บรักษาต่อไปและพยายามหาแนวทางอื่นโดยอาจร่วมกับคนอื่นที่มี ความคาดหวังเหมือนกับท่านในบางส่วนแล้วสร้างความคาดหวังของท่านต่อให้เกิด ขึ้นจริง ซึ่งอย่างน้อยสมาคมม้งก็สามารถช่วยแบ่งเบาท่านไปแล้ว 4 ส่วน อยากเรียนจากใจจริงตรงนี้ว่าถึงแม้สมาคมม้งจะตอบสนองได้เพียง 4 ส่วน แต่สมาคมม้งยังมีสมาชิก เครือข่าย และหน่วยงาน องค์กร ตลอดจนบุคคลอื่นๆ อีกมากที่สามารถเข้าถึงความคาดหวังของคุณ และจะสามารถร่วมมือกับคุณทำในสิ่งที่คาดหวังอีก 6 ส่วนที่เหลือ ทั้งนี้โดยอาจใช้สมาคมม้งเป็นเครื่องมือ หรือเป็นสื่อกลางเพื่อต่อยอดความคาดหวังของคุณให้เกิดขึ้นจริง นี่แหละ "สมาคม"

แต่หากเมื่อใดก็ตามที่คุณผิดหวังตั้ง 6 ส่วน คุณเลยไม่สานต่อความหวังของคุณ และรู้สึกผิดหวังโดยมองข้าม 4 ส่วนเพราะเป็นส่วนน้อย ดังนี้เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

สมาคม คือองค์กรเพื่อสังคมภาคเอกชน (นิติบุคคล) หนึ่งที่สมาชิกขององค์กรนำความคิด อุดมการณ์ต่างๆ หรือปัจจัยอื่น (รวม ถึงเงินด้วย) มาลงทุนร่วมกัน และร่วมมือกัน หรือมอบหมายให้คนอื่นทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่อสังคม เมื่อบรรลุในวัตถุประสงค์นั้นแล้ว ก็ถือว่าบรรลุร่วมกัน และหากจะทำอะไรต่อไปก็จะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบใหม่นั้น ซึ่งหากตกลงใจว่าจะทำก็จะต้องชัดเจนว่ามีวัตถุประสงค์อะไร วัตถุประสงค์ใหม่นี้ก็จะเป็นตัวตั้งของการดำเนินการต่อไปของสมาคม หรือพูดง่ายๆ ก็คือ สมาคม คือศูนย์รวมทางความคิด อุดมการณ์ เงินทุน (เงินบริจาค) และความร่วมมือของบรรดาสมาชิก และบุคคลทั่วไปในการแก้ไขและพัฒนาสังคม หรืออย่างที่พี่จรัสใช้คำหนึ่งว่า สมาคม คือ ห้องสมุด แต่ห้องสมุดนี้อาจมีหนังสือน้อยไปหน่อย อาจไม่มีข้อมูลความรู้ที่ผู้ใช้ห้องสมุดต้องการ แต่ผู้ใช้ห้องสมุดก็ไม่ควรหยุดความตั้งใจของตนเองที่จะแสวงหาความรู้ต่อไป ผู้ใช้ห้องสมุดต้องมีความรู้ที่มากกว่าห้องสมุด นี่จึงบรรลุถึงความเป็นห้องสมุดโดยแท้จริง

ดั่งนี้แล้ว อยากหนุนใจคุณจิรินดา ว่าแม้นจะผิดหวังกับสมาคมม้งบ้าง ก็อย่าให้ความผิดหวังนี้บั่นเทาความมุ่งมั่นของคุณ เท่าที่คุณว่ามา ก็แสดงว่าคุณเองก็มีประสบการณ์ในการทำงานเพื่อสังคมมาอย่างมากมายที่ไม่แตก ต่างไปจากคนทำงานเพื่อสังคมในสมาคมม้งด้วยเช่นกัน

อยากชวนคิดต่อจากคุณจิรินดา ถึงพัฒนาการและการเติบโตของชมรมม้งกรุงเทพฯ ว่าสมควรให้ความชื่นชมถึงความเปลี่ยนแปลงและความเติบโตของชมรมม้งกรุงเทพฯ ผมคิดว่าถ้าเรามาย้อนดูประวัติการก่อตั้งชมรมม้งกรุงเทพฯ จะพบว่าคนก่อตั้งชมรมม้งกรุงเทพฯ ก็ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้หายไปไหน หลายคนก็มาเป็นผู้ก่อตั้งสมาคมม้งด้วย ทำให้สมาคมม้งมีความรู้สึกผูกพันและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชมรมม้ง กรุงเทพฯ มาแต่ไหนแต่ไร เราไม่เคยปฏิเสธชมรมม้งกรุงเทพฯ ที่พูดเช่นนี้เพราะผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ด้วยในสมัยก่อตั้งชมรมม้งกรุงเทพฯ และบังเอิญผมก็อยู่ด้วยในคราวก่อตั้งสมาคมม้ง ผมจึงรู้และยืนยันได้ว่าคนที่ก่อตั้งชมรมม้งกรุงเทพฯ กับคนที่ก่อตั้งสมาคมม้ง เป็นคนกลุ่มเดียวกัน ความคิดเดียวกัน อุดมการณ์เดียวกัน ในเวลาต่อมาเมื่อชมรมม้งกรุงเทพฯ เติบโตและผ่านการบริหารโดยคนรุ่นแล้วรุ่นเล่า พวกเราก็ชื่นชมยินดีกับชมรมม้งกรุงเทพฯ เสมอมา ยิ่งเมื่อรู้ว่าในยุคที่คุณจิรินดา เป็นประธานชมรมม้งกรุงเทพฯ ทำให้ชมรมม้งกรุงเทพฯ เติบโตขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง พวกเราก็ยังชื่นชมยินดีด้วย ชมรมม้งกรุงเทพฯ เป็นองค์กรต้นแบบหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าผู้หญิง(ม้ง)ก็มีศักยภาพเป็นผู้นำ องค์กรได้ เป็นการช่วยเสริมสร้างและพัฒนาบทบาทสตรีม้งโดยตรงและโดยอ้อม ทำให้การลงทุนที่พวกเรา (รุ่นเก่าแก่) มีกับชมรมม้งกรุงเทพฯ ไม่สูญเปล่า และทุกวันนี้ภาพของชมรมม้งกรุงเทพฯ ก็โดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ พวกเรามีความดีใจอย่างหนึ่งว่า ถึงแม้ไม่มีใครชื่นชมสมาคมม้ง แต่อย่างน้อยก็ยังมีคนชื่นชมชมรมม้งกรุงเทพฯ ซึ่งก็เกิดจากพวกเรามีส่วนร่วมด้วย ชมรมม้งกรุงเทพฯ ไม่ได้ทำให้พวกเราผิดหวังอะไร แถมยังทำอะไรต่อมิอะไรได้มากเกินกว่าที่พวกเราคาดหวังซะอีก

เรื่องเกี่ยวกับผู้นำนั้น เห็นด้วยกับเสียงบ่นของคุณจิรินดา ผมเองก็อาจไม่มีคุณสมบัติความเป็นผู้นำที่มากพอที่จะเป็นผู้นำองค์กรอย่าง สมาคมม้งได้ แต่สมาคมม้งเองก็ยังอยู่ที่นี่ อาจสักวันหนึ่งพวกเราคงได้ผู้นำองค์กรที่มีความพร้อมทุกด้านที่มากกว่า และนำพาองค์กรให้เติบโตได้มากกว่านี้ นั่นก็เป็นความหวังหนึ่งของผมเหมือนกัน แต่หากมองจากประสบการณ์ของผมแล้ว แม้นตัวผู้นำจะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาองค์กรแต่ก็ยังมีองค์ประกอบอื่นอีกมาก มายที่เราเองก็อาจคาดไม่ถึง ดังนั้นถึงแม้นว่าเราจะได้ตัวผู้นำองค์กรที่ดี ก็อาจต้องพบกับความผิดหวังอีกก็ได้ อันนี้มีคนเคยเปรียบเปรยว่า คนที่เก่งๆ ดีๆ เขาไม่มาเสียเวลาอยู่กับสมาคมม้งหรอก เขาก็ไปทำงาน ทำธุรกิจของเขาจะดีกว่า ซึ่งก็อาจจริง คนที่มีศักยภาพจึงไม่อยากมาเป็นผู้นำองค์กรสมาคมม้ง

เรื่องเดียวกันนี้ ในแนวคิดของคนทำงานพัฒนาแล้ว มนุษย์ทุกคนล้วนเป็นผู้นำได้ ทุกคนล้วนมีความเป็นผู้นำอยู่ในตัวเอง เพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรให้เขาสามารถนำเอาความเป็นผู้นำของเขาออกมาใช้ให้ เกิดประโยชน์ต่อตัวเขาเองและสังคมได้ ถ้าคิดอย่างนี้แล้วก็คงหมายความได้ว่า ทุกคนในสมาคมม้งล้วนเป็นผู้นำองค์กร นี่ก็ยิ่งมั่นใจได้ว่าสมาคมม้งจะไม่มีวันขาดแคลนผู้นำ และทุกคนก็กำลังนำองค์กรสมาคมม้งอยู่ หากดูจากโครงสร้างองค์กรจะเห็นว่าอำนาจสูงสุดของสมาคมม้งอยู่ที่การประชุม ของสมาชิกสมาคมม้ง ไม่ได้อยู่ที่คณะกรรมการบริหาร หรือผู้อำนวยการ หรือเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการ ผู้อำนวยการ หรือเจ้าหน้าที่ก็ล้วนแต่เป็นตัวแทน หรือกลไก เครื่องมือที่มาทำงานแทนสมาชิกทั้งนั้น ไม่มีใครทำอะไรโดยพละการเองได้ และทุกคนต้องกลับไปเริ่มต้นและสิ้นสุดในที่ประชุมใหญ่สมาชิกทั้งนั้น ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้ต้องการปัดสวะเรื่องให้พ้นตัว หรือไปโทษสมาชิก แต่ก็ยังเห็นว่าผมเองไม่ว่าจะมองจะมุมมองใดก็มิอาจปฏิเสธความรับผิดชอบเหล่า นี้ได้ เพราะผมเองก็ทำได้เพียงบางอย่างอีกหลายอย่างก็ทำเองไม่ได้ต้องพึ่งพาคนอื่น มาช่วยเหลือด้วย

เกี่ยวกับการขับเคลื่อนพลวัตรทางสังคมนั้น ไม่อยากให้เรายืนอยู่ที่ปากหลุมของความเป็นองค์กรอย่างเช่นสมาคมม้ง หรือองค์หนึ่งองค์กรใด มิเช่นนั้นเราก็อาจจะตกลงไปในหลุมของความเป็นองค์กร ทำให้มองข้ามเป้าหมายและภารกิจของเราไป หากเราตกลงไปในหลุมแห่งการเป็นองค์กรหรือสถาบันนิยม ก็คงขึ้นจากหลุมเหล่านี้ยาก การทำงานกับสังคมแบบนี้เหมือนกับการปิดทองหลังพระ ผู้คนหรือสังคมอาจมองไม่เห็นความดีงามของเรา และเราเองก็ไม่ต้องการให้การเห็นหรือไม่เห็นเป็นปัจจัยจูงใจการทำงานของเรา ไม่ใช่ไม่แคร์ความรู้สึกของคุณจิรินดา และคนอื่นๆ ที่หวังดีต่อสมาคมม้ง เราต้องขอบคุณทุกความห่วงใยและความปราถนาดีต่อสมาคมม้ง แต่เราไม่อาจวนเวียนอยู่ที่ปากหลุมเช่นว่านั้น เพราะว่าวัตถุประสงค์และเป้าหมายของเราอยู่ที่การพัฒนาสังคมมากกว่าการ พัฒนาตัวองค์กรหรือความอยู่รอดขององค์กร

ความจริงแล้วเสียงบ่นของคุณจิรินดา ก็ทำให้พวกเราแอบดีใจด้วยซ้ำไปว่า ยังมีผู้คนให้ความสนใจสมาคมม้ง ทั้งๆ ที่บอกว่ารู้จักสมาคมม้งน้อย ถ้ามองแบบนักประเมินผล สมาคมม้งก็น่าจะได้คะแนนบวกมากกว่าลบ เช่นนี้แล้วคุณจิรินดา ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกใจหรือไม่ถูกใจใครหรอก

ยงยุทธ

สมาคมม้งกับการให้และการรับ

บทนี้จะขอเขียนให้ตรงกับใจหลายท่านเลยว่า แล้วสมาคมม้งจะเป็นผู้รับได้อย่างไร ถ้ามีผู้พร้อมจะให้



ก่อน อื่นผมต้องขอออกตัวก่อนว่าผมเองนั้นไม่ใช่คนมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าใคร บางครั้งก็อดมื้ออิ่มมื้อเช่นกัน กระนั้นก็ตามผมก็ไม่ถึงกับเดือดร้อนจนไม่สามารถอยู่ได้ ผมมีพี่สาวที่ใจดีมาก มีน้องชายที่รักผมมาก พวกเขาคอยช่วยเหลือค้ำจุนและเป็นกำลังให้ผมตลอดมามิขาดสาย บางทีมาคิดดูแล้วภาพของผมเองในสายตาคนอื่นจึงคิดว่าผมมีฐานะทางเศรษฐกิจดี และสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีใครจะให้ความช่วยเหลือสมาคมม้งเท่าไหร่นักเพราะผมเป็น ผู้อำนวยการอยู่ จึงเหมือนกับว่าสมาคมม้งเมื่อสามารถจ้างผมได้ก็แสดงว่าสมาคมมีเงินมาก แต่ความจริงแล้วอยากบอกว่าผมไม่ได้รับเงินเดือนโดยตรงจากสมาคมม้งแม้แต่บาท เดียว ผมแค่อยู่ในตำแหน่งผู้บริหารสมาคมม้งในโอกาสที่ผมสามารถทำงานให้กับสมาคมม้ง ควบคู่ไปด้วยกันเท่านั้นโดยผมรับเงินค่าตอบแทนจากศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมาย แก่ชาวไทยภูเขา (ชกข.) ซึ่งสนับสนุนโดยองค์การอิโก้ ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่ออิโก้ ไม่ให้การสนับสนุนต่อไปศูนย์ฯ ไม่สามารถดำเนินงานต่อไปได้ผมก็ต้องแสวงหารายได้ตามวิชาชีพของผมต่อไป ในขณะเดียวกันก็ยังคงต้องรับผิดชอบสมาคมม้งด้วย ส่วนคนทำงานระดับรองลงไปต่างก็แยกย้ายกันไปตามที่แต่ละคนต้องการต่อไป


เริ่มกันต่อที่สมาคมม้งเลย ถ้าถามว่าสมาคมม้งมีความจำเป็นมากน้อยขนาดไหนในการขอรับบริจาค หากผมบอกว่าไม่มีความจำเป็น ก็จะทำให้สมาคมม้งต้องสูญเสียโอกาส หากผมว่ามีความจำเป็นก็ต้องถามต่อว่าจำเป็นอะไร และจะทำอะไร เท่าไหร่ ทำอย่างไร ที่ไหน กับใคร  ฯลฯ ใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับสมาคมม้ง ไม่ว่าในระดับไหนก็ตามย่อมต้องตอบว่าจำเป็น ซึ่งแน่นอนว่าต้องสามารถบอกถึงความจำเป็นดั่งที่ว่ามานี้ด้วย



ผมได้ผ่านการเรียนรู้เรื่องการระดมทุนมาบ้างแต่ยังไม่เคยนำมาใช้ และยอมรับว่าไม่มีทักษะทางด้านนี้ ที่รู้ก็เป็นเพียงแค่ผิวเผิน จากที่รู้มาการระดมทุนในองค์กรศาสนาประสบความสำเร็จสูงมาก แต่การระดมทุนเพื่อช่วยเหลือสังคมในภาวะปกติจะยากที่สุด ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการระดมทุนนี้ต้องใช้เวลาและมีต้นทุนเป็นของตนเองอย่างสูง แม้แต่แหล่งทุนเองที่ระดมทุนอยู่ตลอดเวลาก็ประสบกับปัญหาการระดมทุน หลายองค์กรก็ต้องปิดตัวไป ที่อยู่ได้ก็จะเป็นแหล่งทุนที่ได้รับการอุดหนุนโดยตรงจากรัฐบาลของเขา


ความเป็นสมาคม ความเป็นองค์กร หน่วยงาน จึงเป็นภาพที่ชัดเจนหนึ่งของการขอรับบริจาค แต่การขอรับบริจาคนี้ไม่ได้มุ่งประสงค์เพื่อตนเอง แต่เพื่อนำไปช่วยเหลือสังคมตามวัตถุประสงค์อีกต่อหนึ่งบนความเชื่อที่ว่า การที่คนๆ เดียวจะช่วยเหลือสังคมนั้นอาจมีกำลังไม่พอ แต่หากหลายๆ คนมาช่วยกันคนละนิดคนละหน่อย รวมๆ กันแล้วก็จะได้มากที่จะนำไปช่วยเหลือสังคมได้ อีกอย่างคงไม่มีใครที่จะให้เงินแก่นายยงยุทธ เพื่อนำไปช่วยเหลือสังคมแทนพวกเขาหรอก แต่ถ้าให้กับองค์กร หน่วยงาน พวกเขาก็ยินดีให้



ดัง นั้นอย่าสงสัยเลยว่าพวกเราก่อตั้งสมาคมม้งทำใมกัน ไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้บริหาร หรือกรรมการ สมาคมม้งก็คือองค์กรที่รอรับบริจาคเงินจากผู้มีใจต้องการช่วยเหลือผู้อื่น อยู่ดี ถ้าหากว่าท่านรู้จักสมาคม เชื่อถือและศรัทธาในตัวสมาคม ท่านก็คงไม่ลังเลที่จะบริจาคตามจิตศรัทธาของท่าน แต่หากท่านยังไม่รู้จักสมาคม ท่านก็คงต้องมีคำถามหรืออย่างน้อยท่านก็ต้องรู้จักสมาคมก่อนไม่ว่าจะโดยวิธี ใดก็ตาม สมาคมมีวัตถุประสงค์ หรือกิจกรรมใดที่อยู่ในข่ายที่ท่านต้องการบริจาคหรือไม่ สมาคมเองหากต้องการขอรับบริจาคก็ต้องมีความชัดเจนว่าจะขอรับบริจาคเพื่อไปทำ อะไร มีหลักเกณฑ์และรายละเอียดพอประมาณอย่างไร คงไม่มีองค์กร หรือหน่วยงานไหนเดินดุ่มๆ เข้าไปแล้วขอรับบริจาคเงินจากเขาโดยไม่รู้เหมือนกันว่าจะเอาไปทำอะไร จะมีก็แต่เฉพาะผู้บริจาคเท่านั้นที่สามารถบริจาคให้องค์กรหรือหน่วยงานใดก็ ได้โดยที่มีระบุจุดประสงค์ของการใช้เงิน โดยให้แล้วแต่องค์กรหรือหน่วยงานจะพิจารณาตามเหมาะสมและจำเป็น กรณีนี้มีน้อยมาก และจะมีได้ก็เฉพาะแต่องค์กรหรือหน่วยงานที่มีต้นทุนความน่าเชื่อถือสูงส่ง ยิ่งเท่านั้น



การ บริจาคนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การให้หรือการทำบุญ แต่เป็นทำหน้าที่อย่างหนึ่งของพวกเราทุกคนด้วย ผมเคยได้ยินนักพัฒนาอาวุโสท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ในเวทีขององค์กรระหว่างประเทศครั้งหนึ่งมีการถกเถียงกันระหว่างประเทศพัฒนา แล้วกับประเทศด้อยพัฒนา โดยประเทศที่พัฒนาแล้วถามในที่ประชุมว่า ทำไมเขาต้องช่วยเหลือประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าด้วย ในที่ประชุมไม่มีใครตอบได้ ในที่สุดประธานก็พูดกับที่ประชุมว่า ...นี่เป็นหน้าที่ของเราทุกคนไม่ว่าคุณจะอยู่มุมไหนของโลกใบนี้เราต่างมี หน้าที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การที่เราช่วยเหลือคนอื่นไม่ได้หมายความว่าเขาต่ำต้อยกว่าเรา แต่เพราะว่านี่เป็นหน้าที่ของเรา หากคุณไม่ช่วยเหลือเขาพวกเขาย่อมมีสิทธิเรียกร้องจากคุณ... และนี่เป็นอีกหนึ่งที่คนทำงานพัฒนามีความกล้าที่จะไปเสนอโครงการจากใครก็ได้ การที่เขาให้เงินเราก็เหมือนกับเราได้ช่วยเหลือให้เขาได้ทำหน้าที่ความเป็น มนุษย์ของเขาให้สมบูรณ์อีกทางหนึ่ง


หากมองในแง่นี้ สมาคมม้ง จึงเป็นตัวแทน หรือสื่อกลางทางเลือกสำหรับทุกท่านในการทำหน้าที่ของผู้ที่พัฒนาแล้ว และผู้ที่ยังต้องการการพัฒนาตนเอง สมาคมม้งอาจไม่ใช่ผู้รับอย่างที่ท่านเข้าใจก็เป็นได้ และที่แน่ๆ สมาคมม้งก็ไม่ใช่ผู้ให้ แต่เป็นเพียงแค่ตัวกลางหรือกลไกเชื่อมโยงระหว่างผู้ให้กับผู้รับเท่านั้นเอง ทั้งนี้เพื่อยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าหากผู้ให้ใดสามารถให้กับผู้รับได้โดยตรงก็ยิ่งเป็นการดีกว่าการให้โดยผ่านผู้อื่น ดังนั้นหากว่าเราคิดจะให้สิ่งดีๆ แก่ผู้ใดก็อย่าให้สมาคมม้งเป็นอุปสรรคแห่งการให้ของเราเลยครับ แต่จงให้ด้วยความยินดี แล้วผู้ให้ก็จะมีแต่ความสุข แต่ถ้าท่านคิดจะให้โดยผ่านสมาคมม้ง สมาคมม้งก็ยินดี


ยงยุทธ

เงิน Tshav ntuj

“Tshav ntuj” คือ อะไรกันแน่...


ก่อนจะไปต่อ ขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่อง Tshav ntuj เพื่อให้มุมมองอีกหนึ่งมุมมองจากผม ซึ่งจากที่ผมได้พบเห็นมา และสอบถามจากผู้รู้ต่างๆ เห็นว่า Tshav ntuj นี้ เป็นการให้ต่างตอบแทนทางสังคมอย่างหนึ่ง จะเห็นว่าในชุมชนหรือหมู่บ้านหนึ่ง หากมีงานศพแล้วใครที่ไม่ไปช่วยเงิน Tshav ntuj แก่งานศพนั้น เมื่อถึงคราวตนเองมีงานศพบ้างก็จะไม่มีใครนำเงิน Tshav ntuj มาช่วยงานของผู้นั้น



ในหมู่บ้านเดียวกันงานศพแต่ละงานย่อมไม่เหมือนกัน จำนวนคนที่มาร่วมงานศพไม่เท่ากัน ยอดเงิน Tshav ntuj ย่อมไม่เท่ากัน ที่ไม่เหมือนกันก็สามารถอธิบายได้จากสิ่งที่ผมว่าไปเมื่อกี้นี้ นอกจากนี้แล้วฐานะของเจ้าภาพก็ยังเป็นสิ่งจูงใจให้คนมาร่วมงานหรือนำเงิน Tshav ntuj ช่วยแตกต่างกันอีกด้วย เหมือนกับว่าสถานภาพของเจ้าภาพจะมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ได้เงิน Tshav ntuj มากตามไปด้วย นอกจากนี้แล้วเรายังเห็นว่าภายหลังเสร็จงานศพแล้วลูกหลานของผู้ตายต้องคอยจดจำว่าใครให้เงิน Tshav ntuj เท่าไหร่ โดยเฉพาะในรายที่ให้มากเป็นพิเศษ หากว่าถึงงานศพของผู้นั้นแล้วลูกหลานของผู้ตายนี้ก็ต้องนำเงิน Tshav ntuj จำนวนใกล้เคียงกันไปช่วยเหลืองานหลังนี้ เสมือนหนึ่งเป็นหน้าที่ หรือการแทนคุณ


ดังนั้นเงิน Tshav ntuj จึงเป็นเรื่องของการช่วยเหลือที่ปะปนไปกับความเป็นอยู่ของผู้ให้เงิน Tshav ntuj หากงานศพฐานะดีมากเท่าไหร่ก็จะได้เงิน Tshav ntuj มากเท่านั้น และเป็นหน้าที่หนึ่งที่ต้องตอบแทนแก่ผู้ให้เงิน Tshav ntuj



ส่วนตัวแล้ว ผมมองว่า Tshav ntuj มีข้อจำกัดในตัวของมันเอง คนยากจนจริงๆ หรือคนที่ไร้ญาติขาดมิตร คนแปลกหน้า ยังเข้าไม่ถึง อาจบางทีสังคมม้งคงต้องเติมบางอย่างที่ขาดไปจาก Tshav ntuj ด้วย

ยงยุทธ

ม้งในอนาคต


เล่าเรื่องการพูดคุยในการพบปะเมื่อเย็นวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 18.00 – 23.00 น.
โดย ยงยุทธ สืบทายาท


               ผู้เข้าร่วมในการพบปะครั้งนี้ คือ คุณเต็งไตรรัตน์ กิตติยังกุล คุณยุทธพงษ์ สืบศักดิ์วงศ์ คุณทัศพล มองช่อบิดร และยงยุทธ สืบทายาท รวม 4 คน


               รูปแบบการพูดคุยเป็นแบบไม่เป็นทางการ หลังจากที่แนะนำตัวกันเองเสร็จแล้ว คุณเต็ง กิตติยังกุล ได้เปิดประเด็นนำการพูดคุยโดยชวนให้คิดถึงเรื่องความเป็นมาและการเปลี่ยน แปลงครั้งสำคัญๆ ของประวัติศาสตร์โลก ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ และชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งล้วนมี “สงคราม” เป็นเครื่องมือ มีการสูญเสีย แต่ได้รับการจดจำในสังคมโลก และมีการรับเอาสิ่งใหม่จากคู่สงครามมาผสมผสานจนเกิดนวัตกรรมในดินแดนของตน เอง โดยเฉพาะบุคลากร ตัวอย่างที่ยกให้เห็นก็คือ การเกิดลูกหลานของสายโลหิตผสมระหว่างเผ่าพันธุ์ (ฝ่ายชนะสงครามได้กวาดต้อนลูกเมียของฝ่ายแพ้สงครามกลับไปยังบ้านเมืองของตน และมีการก่อตั้งครอบครัวที่แตกต่างทางเชื้อสายและเผ่าพันธุ์) นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในแต่ละยุคสมัยจากบุคลากรที่เป็นเชื้อสาย ผสมเหล่านี้ คำถามคือ สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในสังคมม้งหรือไม่? เมื่อเกิดสงครามขี้น...ม้งอยู่ที่ไหน.. ม้งมีการพัฒนาตัวเองอย่างไร? ม้งมีอะไรเป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนเอง ?



                   หากมองจากประเทศไทย จะเห็นว่าชนเชื้อชาติจีน เป็นชนหนึ่งที่น่าศึกษาว่า ทำไมเดี๋ยวนี้ลูกหลานของเขาจึงประสบแต่ความสำเร็จในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ได้เป็นบุคคลระดับสูงของประเทศไทย ทั้งๆ ที่สังคมไทยก็เคยกีดกั้นอย่างหนักมาก่อน แต่ชนชาวม้งอย่างพวกเรากลับวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิมๆ ทั้งนี้เป็นเพราะว่าพวกเราเป็นตรงข้ามกับชนเชื้อชาติจีน เรามัวแต่โทษรัฐบาล โทษคนอื่นว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาที่ทำให้เราไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้ แต่เราไม่มีสิ่งที่คนจีนมี นั่นคือ การยืนหยัด การต่อสู้ และการสืบทอดของบุคลากรที่มีคุณภาพในอนาคต เพราะถ้าเรามีสิ่งเหล่านี้แล้วก็ไม่มีสิ่งใดจะมาขัดขวางพวกเราได้ แม้แต่รัฐบาล หรือนโยบายของรัฐบาล เพราะในที่สุดแล้วคนที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ก็จะได้เป็นรัฐบาล อย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ มีตัวอย่างที่เทียบเคียงได้ คือ กรณีเด็กชายหม่อง เมื่อพบว่าเด็กชายหม่องเป็นเด็กอัจฉริยะ แต่ไม่มีสัญชาติไทย แถมเป็นลูกแรงงานต่างด้าวอีก รัฐบาลไทยเองก็ไม่สามารถขัดขวางการไปร่วมแข่งขันพับเครื่องบินกระดาษของเด็ก ชายหม่องที่ประเทศญี่ปุ่นได้ (แถมยังจะได้รับสัญชาติไทยอีกด้วย เพราะทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ) เห็นหรือยังว่า ถ้าเราเป็นคนที่มีศักยภาพ ปัญหาทุกอย่างก็จะถูกคลี่คลายไปในทิศทางที่ต้องการ



                   ประเด็นท้าทาย และทิ้งท้ายของ คุณเต็ง ก็คือ อยากให้เราหวนกลับมาคิดถึงบุคลากรที่มีศักยภาพ และมีมุมมองหรือแนวคิดที่ต้องมองตัวเองเป็นหลัก แทนการมองว่าคนอื่นหรือปัจจัยภายนอกเป็นหลัก ซึ่งมีจุดที่น่าสังเกตุอย่างหนึ่งก็คือ บุคลากรที่มีศักยภาพเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นบุคลากรที่มีสายโลหิตมากกว่าสองเชื้อสาย (พ่อเป็นม้ง แต่แม่เป็นชาติพันธุ์อื่น หรือแม่เป็นม้ง แต่พ่อเป็นชาติพันธุ์อื่น) ท่านละ..มีความคิดเห็นอย่างไร?


                    จากการแลกเปลี่ยนกันอย่างต่อเนื่อง ก็เน้นไปที่ประเด็นบุคลากร และวิธีคิดของม้งในมุมมองของแต่ละคน ซึ่งก็มีที่สอดคล้องและแตกต่างกันออกไป พอสรุปเป็นประเด็น คือ


1.     การ แต่งงานข้ามเผ่าชาติพันธุ์ แต่ยังคงความเป็นม้งอยู่ในบรรดาลูกหลานไม่รู้หาย จะทำอย่างไร และจะทำอย่างไรให้ม้งเกิดการยอมรับ ไม่กีดกัน หรือเลือกที่จะให้ลูกหลานของตนเองแต่งงานกับคนม้งด้วยกันเองเท่านั้น ประเด็นนี้มีการขบคิดกันว่า ตามประเพณีแล้ว ม้ง จะห้ามเฉพาะคนแซ่เดียวกันมิให้แต่งงานกัน แต่คนต่างแซ่สามารถแต่งได้ทั้งๆ ที่มีความใกล้เคียงทางสายเลือกมากกว่าคนที่แซ่เดียวกันแต่ห่างกันมากแล้ว ซึ่งหากมองตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วมีความเสี่ยงมากกว่าแน่นอน เราเฝ้าระวังแต่ไม่ให้แต่งในแซ่เดียวกันจนละเลยมาตรการส่งเสริมให้ลูกหลานไป ก่อตั้งครอบครัวอย่างคำนึงถึงอนาคตของพวกเขา มัวห่วงแต่ระบบจารีต ห่วงแต่ว่าจะไม่มีใครมาคอยปรนนิบัติคนในครอบครัวตามประเพณีม้ง จึงกลายเป็นเสมือนการกีดกันมิให้ลูกหลานไปก่อตั้งครอบครัวกับชนชาติพันธุ์ อื่น การมีลูกหลานของม้งจึงให้ความสำคัญเพียงแค่แรงงานในครอบครัวเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงจึงไม่เกิดขึ้น อันนี้ก็มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยเช่นกัน ซึ่งก็คิดว่าเป็นประเด็นที่คนสนใจต้องนำไปขบคิดกันต่อ


2.     ความเป็นอัตตาของม้งนั้นค่อนข้างสูง โดยเฉพาะการไม่ยอมรับความคิดเห็นและบทบาทของคนรุ่นใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุคลากรที่มีศักยภาพ มีการศึกษาสูง และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่มิได้อยู่ในชุมชนม้งอย่างต่อเนื่อง คนเหล่านี้จะถูกปฏิเสธจากสังคมม้งเพราะมีความคิดและการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกับคนทั่วไปในสังคมม้ง ถูกหาว่าเป็นคนอกตัญญู ไม่เข้าสังคม ไม่ใส่ใจในประเพณีวัฒนธรรมม้ง เป็นต้น แต่กลับไปนิยมยกย่องบุคลากรอื่นที่รู้อยู่ว่ามิใช่ม้ง เช่น กรณีนักกีฬา หรือแม้แต่นักการเมือง คนใดที่มีคนลือว่าเป็นม้ง ก็จะเชื่อและนิยมชมชอบและหลงไปว่าคนเหล่านั้นอาจจะเป็นม้ง แต่กับคนม้งจริงๆ กลับมีความอิจฉาริษยา กรณีที่ยกมาพูดถึงอีกหนึ่ง ก็ คือ ความสามารถในการคิดค้นตัวอักษรแบบของม้งมาใช้โดยชาวม้ง กลับไม่ได้รับความนิยมเมื่อเทียบกับตัวอักษรแบบโรมัน ที่คิดค้นโดยคนต่างเชื้อชาติพันธุ์


3.     มีการแลกเปลี่ยนมุมมองในเรื่องการบริจาคเพื่อสมาคมม้ง ว่า คนม้ง หรือสังคมส่วนใหญ่ไม่รู้จักสมาคมม้งมากพอที่จะบริจาค อีกทั้งที่ผ่านมาสมาคมม้งก็ยังขาดผลงานที่ดีพอ ซึ่งก็ยังมีความเห็นที่หลากหลายปนเปกันอยู่ ความคิดหนึ่ง เน้นว่าสมาคมต้องมีการปรับปรุงให้มากกว่าที่เป็นอยู่ อีกทั้งต้องจัดหากิจกรรมที่สามารถระดมทุนได้ครั้งละมากๆ และที่สำคัญคือ ต้องตอบคำถามต่างๆ ของชาวบ้านให้ได้ว่าสมาคมคือใคร? ทำอะไร? มีประโยชน์อย่างไรกับชาวบ้าน? อีกความคิดหนึ่งก็ว่า สมาคมม้งควรระดมเงินทุนจากชาวม้งที่มี่การศึกษา และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เพื่อเชิญชวนให้พวกเขาเหล่านั้นได้เข้ามามีส่วนช่วยเหลือสังคมม้งโดยถือเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งที่ทุกคนมีต่อสังคม ถามว่าที่ผ่านมาสมาคมเคยมีการขอบริจาคเงินจากคนม้งด้วยกันหรือไม่ ความจริงแล้วสมาคมม้งเคยขอรับการบริจาคเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยได้รับการตอบสนองเท่าไหร่ เมื่อผู้ที่จะให้ไม่มีความสุขในการให้ สมาคมก็ไม่ต้องการให้พวกเขาต้องทุกข์ใจ หรือให้แต่ไม่มีความสุข จึงไม่ค่อยมีการขอบริจาคเท่าไหร่ จะมีก็แต่เฉพาะคนที่ให้โดยหยอดลงในกล่องรับบริจาคโดยไม่ได้แสดงเจตนาอะไรเท่านั้น มีความคิดเห็นในการระดมทุนด้วยการขอรับบริจาคว่าถ้าเป็นมูลนิธิก็จะดีกว่า เพราะภาพของมูลนิธิในเรื่องการขอรับบริจาคนั้นกว้างกว่าสมาคม กรณีนี้คงต้องไปศึกษาเพิ่มเติมให้มากขึ้น


                       อย่างไรก็ตาม การพูดคุยก็ไม่มีการสรุปอะไรที่เป็นรูปธรรม เพราะจำนวนคนที่มาแลกเปลี่ยนกันยังไม่มากพอ และไม่ได้กำหนดประเด็นอะไรไว้เป็นที่ชัดเจน ก็คงฝากไว้เป็นประเด็นไว้ให้ขบคิดกันต่อไป



                       สำหรับผมแล้ว คิดว่าประเด็นที่น่าสนใจคือ การเปิดพื้นที่ให้บุคลากรที่มีศักยภาพโดยเฉพาะกลุ่มที่มีสายเลือดมากกว่าสองชาติพันธุ์ แต่มีสายเลือดของม้งอยู่ด้วย ไม่ว่าจะกี่เปอร์เซ็นต์ก็ตาม หรือกลุ่มคนที่เป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีวิธีคิดที่แตกต่างไปจากสังคมม้ง ได้มีพื้นที่ในการใช้ศักยภาพของตนเองเพื่อประโยชน์ต่อสังคมม้ง และสังคมส่วนรวมได้ และนำไปสู่การยอมรับซึ่งกันและกันโดยไม่มีการกีดกันทางชื้อสายชาติพันธุ์ในที่สุด

เด็กผู้หญิงม้งผู้ถูกกระทำ

เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมได้รับแจ้งจากพี่น้องม้งจากบ้านปางสังกะสี จังหวัดตากว่า มีเหตุการณ์วัยรุ่นจำนวนหนึ่งบุกเข้าไปในหอพักหญิงของโรงเรียนมีชื่อในจังหวัดตาก และจับเด็กหญิงชาวม้งจำนวนประมาณ 5 คนมัดไว้ จากนั้นก็กระทำการข่มขืนเด็กหญิงชาวม้งเหล่านั้น มีอยู่คนหนึ่งอาการสาหัสมากต้องนำส่งโรงพยาบาล น่าสงสารเด็กหญิงชาวม้งเหล่านั้นมาก ต้องอุตส่าห์จากบ้านมาเพื่อรับการศึกษา แต่ในที่สุดแล้วต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ยังไม่รู้ชะตากรรมต่อไป


ผู้ เป็นพ่อแม่ย่อมต้องทุกข์ย่างแสนสาหัสแน่นอน ผู้บริหารโรงเรียนก็กลัวว่าโรงเรียนจะเสียชื่อเสียงและได้พยายามร้องขอให้ พ่อแม่อย่าได้เอาเรื่องอะไรกับทางโรงเรียน นอกจากนี้แล้วยังไม่ได้แสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อกรณีนี้



เท่าที่ทราบขณะนี้ตำรวจรู้ตัวผู้กระทำความผิดครั้งนี้แล้ว จับได้หนึ่ง และกำลังตามจับส่วนที่เหลือ คดียังไม่รู้จะดำเนินอย่างไรต่อไป ชาวบ้านติดต่อขอคำปรึกษาเพื่อจะดำเนินการให้โรงเรียนออกมารับผิดชอบต่อกรณีนี้ และอื่นๆ ในทางกฎหมายต่อไป


ผมก็ได้ไม้คำปรึกษาไปว่าให้ไปร้องเรียนกับสำนักการศึกษาเขต จังหวัดตาก และแจ้งความดำเนินคดีให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดครั้งนี้มาลงโทษตามกฎหมายอาญาให้สาสมกับความผิดที่ได้กระทำไป และสามารถเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดกับลูกหลานของพวกเขาได้


การปรึกษายังไม่ทันเสร็จสิ้น ชาวบ้านก็ตัดบทว่าอีกสองวันจะรวมตัวกันลงปะท้วงที่โรงเรียนเพื่อขับผู้อำนวยการ และภาโรงออกจากโรงเรียนจะสามารถกระทำได้หรือไม่ ผมก็บอกไปว่าเป็นสิทธิของพวกเขาสามารถกระทำได้จนกว่าทางโรงเรียนจะออกมาแสดงความรับผิดชอบอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งชาวบ้านก็ได้ขอให้ผมลงไปสมทบกับพวกเขาด้วย แต่เนื่องจากผมติดว่าความในคดีของศาลแขวงเชียงใหม่ จึงไม่สามารถลงไปสมทบพวกเขาได้


หลังจากวันนั้น ก็ไม่มีการติดต่อกลับมาอีก ขณะนี้ยังไม่รู้ว่าเรื่องราวคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว ใครมีข่าวคราว และข้อมูลเพิ่มเติม ก็ลองโพสเข้ามาได้ครับ ในส่วนของสมาคมม้งก็จะติดตามความคืบหน้าต่อไป


ประเด็นที่น่าขบคิดด้วยกันคือ กรณีเด็กหญิงชาวม้งในอคีตจะไม่มีโอกาสเข้าสู่ระบบการศึกษาจึงตกเป็นผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา ไม่มีความรู้ และถูกดูถูกถูกเอาเปรียบตลอดเวลา ดั่งคำม้งที่ “poj niam hais lust sis muaj qab hau” ปัจจุบันสังคมม้งเปิดกว้างมากขึ้นสำหรับผู้หญิง มีการส่งเสริมเด็กหญิงให้ได้เรียนหนังสืออย่างเท่าเทียมกับเด็กชาย แต่จากเหตุการณ์ดังกล่าวเห็นว่า การส่งเสริมความเท่าเทียมอย่างเดียวยังไม่พอ ยังต้องเพิ่มมาตรการพิเศษบางอย่างเข้าไปด้วย และมาตรการพิเศษเช่นว่านั้นควรจะมีอะไรบ้าง ก็อยากขอชวนให้ท่านช่วยกันคิดด้วยว่าสังคมม้งสมควรมีมาตรการพิเศษอะไรสำหรับ เด็กหญิงชาวม้งหรือไม่ อย่างไร


ที่เสนอประเด็นนี้ก็เพราะว่า ก่อนหน้านี้ก็เกิดเหตุการณ์ข่มขืนเด็กหญิงชาวม้งหลายราย ทุกรายล้วนเป็นนักเรียน นักศึกษาทั้งนั้น เด็กหญิงชาวม้งเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่ไปเรียนหนังสือทั้งนั้น แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น ทุกคนก็ต้องออกจากการเรียน ยังไม่รู้ชะตากรรมของตนเองในอนาคต และหากจะว่าไปคนเหล่านี้ก็คือ อนาคตของสังคมม้ง ดังนั้นในอนาคตสังคมม้งจะเป็นอย่างไร แค่หลับตานึกภาพก็น่าเป็นห่วงแล้ว


ยงยุทธ